Chopard อัพเดทนาฬิกาในคอลเลกชั่น Chopard Alpine Eagle โดยได้แรงบันดาลใจการออกแบบจาก ‘St.Moritz’ นาฬิกา Sport Luxury จากยุค 1980s ที่ออกแบบโดย Karl-Friedrich Scheufele ที่เปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้ว โดยเพิ่มความ Complication ด้วยกลไก Flyback Chronograph ที่มีฟังก์ชั่นจับเวลาแบบ Start > Reset > Start แบบต่อเนื่องโดยไม่ต้องกดปุ่ม Stop ซึ่งเหมาะสำหรับการใช้งานเฉพาะทางที่ต้องการจับเวลาอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว อาทิ นักบิน, นักแข่งรถ 

ตัวเรือนวัสดุ Lucent Steel A223 โลหะผสมเหล็กที่พัฒนาโดย Chopard มีความแข็งมากกว่าสตีลแบบเดิม 50% และขึ้นชื่อเรื่องคุณสมบัติการต่อต้านภูมิแพ้ซึ่งเทียบได้กับเหล็กผ่าตัด ตัวเรือนมาในขนาด 44 มิลลิเมตร หนา 13.15 มิลลิเมตร ออกแบบเป็น 3 ชิ้น โดยขอบหน้าปัดและฝาหลังประกบกับตัวเรือนด้วยสกรู 8 ตัว หน้าปัดสีน้ำเงิน มีการขัดแต่งด้วยลวดลายที่ได้แรงบันดาลใจจากม่านนัยย์ตาของนกอินทรี หลักชั่วโมงแบบขีดสลับกับตัวเลขโรมันกับชุดเข็มเคลือบสารเรืองแสง Super Luminova  มีหน้าปัดย่อยแบบ Tri-Compax กับหน้าต่างวันที่ตรงตำแหน่งระหว่าง 4-5 นาฬิกา ใช้กระจกหน้าปัด Sapphire 

ปุ่มกดจับเวลาทรงแบนวางไว้ด้านข้างตัวเรือนได้อย่างแนบเนียน มาพร้อมสาย Steel แบบ Integrated ที่มีการขัดแต่งอย่างประณีตงดงาม ใช้ Folding Clasp แบบ Butterfly โดยวางตำแหน่งของปุ่มกดปลดล็อคได้เรียบเนียนไปกับสายอย่างลงตัว 

ฝาหลังยึดด้วยสกรู 8 ตัวจากด้านหน้า กันน้ำลึก 100 เมตร ผนึกด้วยกระจก Sapphire โชว์การทำงานของกลไก Automatic Chronograph แบบ In-House Cal.Chopard 03.05-C.ความถี่ 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง จับเวลาต่อเนื่องสูงสุด 12 ชั่วโมง พร้อมฟังก์ชั่นจับเวลา Flyback สำรองพลังงาน 60 ชั่วโมง 

นอกจากนี้ยังมีรุ่น All Steel และรุ่น 2 Tone วัสดุ Steel + Rose Gold 18K หน้าปัดสีดำให้เลือกอีกด้วย

Chopard Alpine Eagle XL Chrono

Ref. 298609-3001 All Steel หน้าปัดสีน้ำเงิน
Ref. 298609-3002 All Steel หน้าปัดสีดำ
ราคา 19,200 CHF

Ref. 298609-6001 2 Tone หน้าปัดสีดำ
ราคา 26,800 CHF

วางจำหน่าย พฤศจิกายน 2020
รายละเอียดเพิ่มเติม chopard.com

Initial Thoughts

Chopard เพิ่มไลน์ในคอลเลกชั่น Alpine Eagle สำหรับคนที่อยากได้นาฬิการุ่นนี้แบบใหญ่เต็มข้อ โดยได้ฟังก์ชั่นจับเวลาแบบ Flyback เพิ่มมาด้วย ซึ่งนับเป็นสุดยอดกลไกจับเวลาที่มีความซับซ้อนในระดับสูงที่ผลิตในโรงงานของ Chopard เอง โดยเพิ่มราคาขึ้นมาในแบบที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับรุ่น 3 เข็มมาตรฐาน