นอกจากการเป็นพันธมิตรกับ Michelin Guide ในฐานะผู้จับเวลาอย่างเป็นทางการในการแข่งขันทำอาหารชั้นนำต่าง ๆ รวมไปถึงการสวมบทบาทเป็นนักวิจารณ์อาหารโดยได้รังสรรค์บทความเกี่ยวกับภัตตาคารชั้นเลิศระดับโลก ในนิตยสารของแบรนด์ที่ชื่อ ‘Lettres du Brassus’ (แลทธ์ ดู บราซูส์) แล้ว Blancpain ยังเป็นเรือนเวลาที่เชฟผู้มีชื่อเสียงต่างเลือกสวมใส่มายาวนานกว่าสามทศวรรษ 

ปัจจุบัน Blancpain รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับสองพี่น้อง Sühring เชฟระดับ Michelin สองดาว ผู้ซึ่งเป็นสมาชิกใหม่ของกลุ่ม Culinary Friends (คูลิแนรี่ เฟรนส์) ของ Blancpain อันประกอบด้วยเหล่าเชฟผู้ทรงเกียรติมากมาย ทั้งเรือนเวลาขั้นสูง (Haute Horlogerie) และอาหารขั้นสูง (Haute Cuisine) นั้นต่างมีรากฐานที่คล้ายคลึงกันอย่างยิ่ง

ทั้งช่างผู้ประดิษฐ์เรือนเวลาของ Blancpain เชฟ Thomas และเชฟ Mathias Sühring ต่างก็มีความสามารถอันเปี่ยมล้นในการนำชิ้นส่วนต่าง ๆ และวัตถุดิบหลากชนิดมาผสมผสานกันจนเกิดเป็นผลงานระดับ Master Pieces อีกทั้งเวลายังมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการตระเตรียมอาหารชั้นสูงอันเลิศรส และในฐานะผู้ถ่ายทอดเวลาอันเที่ยงตรงมาตั้งแต่ปี 1735 นาฬิกา Blancpain จะเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมขับเคลื่อนให้ครัวของสองเชฟ Sühring เดินไปข้างหน้าพร้อมกับจังหวะการทำงานของนาฬิการะบบ Chronograph Flyback ทั้งในรุ่น Fifty Fathoms และ Fifty Fathoms Bathyscaphe

รู้จักกับเชฟ Thomas และเชฟ Mathias Sühring 

เชฟ Thomas และเชฟ Mathias Sühring เกิดเมื่อปี 1977 ณ กรุงเบอร์ลิน เมืองหลวงของเยอรมนี โดยทั้งสองเริ่มก้าวเข้าสู่การเป็นเชฟ ณ โรงแรมแห่งหนึ่ง จากนั้นทั้งคู่ก็ได้มีโอกาสร่วมงานกับทีมเชฟของร้าน Restaurant Aqua (เรสเตอร์รองท์ อควา) ในเมือง Wolfsburg (ว็อลฟส์บวร์ค) จากนั้นเชฟคู่แฝดต่างแยกกันไปต่อยอดประสบการณ์ของตนเอง จนมีโอกาสได้รับข้อเสนอให้ร่วมกันดูแลร้านระดับไฟน์ไดน์นิ่งชื่อ Mezzaluna (เมซซาลูน่า) ที่ตั้งอยู่ ณ โดมของอาคาร State Tower โรงแรม Lebua กรุงเทพ

ต่อมาในปี 2016 Thomas และ Mathias ก็ตัดสินใจเปิดร้านเป็นของตัวเองในชื่อ Sühring (ซูห์ริง) ด้วยความปรารถนาที่จะถ่ายทอดมรดกการสร้างสรรค์อาหารและความรู้ความเชี่ยวชาญที่ได้สั่งสมมาตลอดชีวิตการเป็นเชฟ ให้ผู้คนได้สัมผัสกับอาหารเยอรมันดั้งเดิม ที่ผสมผสานความโมเดิร์นและเทคนิคการปรุงอันสร้างสรรค์

ร้าน Sühring ได้รับรางวัลดาว Michelin ดวงแรกในปี 2017 ต่อมาในปี 2018 และ 2019 ก็คว้าสองดาว Michelin มาครองติดกันสองปีซ้อน อีกทั้งในปี 2020 ก็ไต่อันดับขึ้นเป็นสุดยอดร้านอาหารที่ดีที่สุดในเอเชียอันดับที่ 6 ซึ่งแต่ละร้านที่ได้รับคัดเลือกนั้นล้วนเป็นสุดยอดร้านระดับ Fine Dinning ของโลก

Blancpain และศิลปะแห่งการใช้ชีวิต (The Art of Living)

ศาสตร์การรังสรรค์เรือนเวลาขั้นสูงและศิลป์แห่งการสร้างสรรค์อาหารขั้นสูงนั้นคล้ายคลึงกันอย่างยิ่ง Blancpain จึงให้คุณค่ากับศิลปะแห่งการใช้ชีวิต ที่ต่างต้องอาศัยฝีมืออันเป็นเลิศ หัวใจสำคัญคือคุณภาพพร้อมกับการรักษาไว้ซึ่งขนบและจารีตดั้งเดิม

ซึ่งคุณค่าเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้ทั้งศิลปะแห่งเรือนเวลาและการปรุงอาหารต่างยึดมั่นในสิ่งเดียวกัน นั่นคือการมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศ ความเชี่ยวชาญชั้นครู ความแม่นยำเพื่อผลลัพธ์ดั่งประสงค์และความหลงใหลในสิ่งที่ตนทำอย่างแท้จริง โดย Blancpain มีความสัมพันธ์ฉันมิตรกับเหล่าสุดยอดเชฟมือรางวัลอย่างแน่นแฟ้นตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบันกลุ่มมิตรสหายเชฟของ Blancpain นั้นเป็นผู้ถือครองดวงดาว Michelin รวมกว่า 100 ดวงเลยทีเดียว