‘Villeret’ จุดกำเนิดของ Blancpain แบรนด์นาฬิกาเก่าแก่ที่สุดในโลก

Words: MrBuai

Blancpain เริ่มก่อตั้งในปี 1735 โดย Jehan-Jacques Blancpain ที่หมู่บ้าน Villeret แถบเทือกเขา Jura ดำเนินกิจการและสร้างสรรค์นาฬิกาออกมามากมายในฐานะแบรนด์นาฬิกาที่เป็นธุรกิจครอบครัวต่อเนื่องกันเป็นเวลา 200 ปี

Betty Fiechter

จนเกิดความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างกับ Blancpain โดยเริ่มจากปี 1932 Frédéric-Emile Blancpain ทายาทรุ่นที่ 7 ได้เสียชีวิตลง แต่บริษัทยังดำเนินธุรกิจต่อไป ด้วยการขึ้นมาบริหารงานโดยผู้ช่วยของเขา Betty Fiechter ในฐานะ CEO คนแรกที่ไม่ใช่ทายาทของตระกูล Blancpain และเป็น CEO หญิงคนแรกของบริษัทผลิตนาฬิกาชั้นนำ 

Jean Jacques Fiechter

ต่อมาในปี 1950 Betty ได้ผู้ช่วยคนใหม่ Jean Jacques Fiechter หลานชายของเธอ ซี่งกลายเป็น CEO คนต่อมาของ Blancpain ที่มีส่วนสำคัญในการให้กำเนิด Fifty Fathoms นาฬิกาดำน้ำระดับมืออาชีพเรือนแรกของโลกที่ยังคงเป็นตำนานมาจนถึงทุกวันนี้ 

ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นอีกครั้งในปี 1961 เมื่อ Blancpain ถูกควบรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม SSIH (Société Suisse pour I’Industrie Horlogere) ร่วมกับ Tissot, Omega, Lemania และกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตกลไกให้กับกลุ่ม SSIH ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์  Quartz Crisis ในช่วงปี 1970s ทำให้นาฬิกาสวิสหลายแบรนด์ต้องปรับตัวด้วยการผลิตนาฬิกา Quartz ออกมาจำหน่ายเพื่อความอยู่รอด และแบรนด์ที่ผลิตแต่กลไกจักรกลเพียงอย่างเดียวก็ทยอยล้มหายตายจากกันไป

Jean-Claude Biver

ต่อมาในปี 1982 Frédéric Piguet บริษัทผู้ผลิตกลไกนาฬิการายใหญ่ของสวิส ได้เข้าซื้อกิจการ Blancpain อีกครั้ง และแต่งตั้งให้ Jean-Claude Biver คีย์แมนคนสำคัญที่มีส่วนร่วมในการทำให้ชื่อ Blancpain กลับมาแจ้งเกิดอีกครั้งในปี 1983 ด้วยการเปิดตัวนาฬิกาเดรสที่ใช้กลไกจักรกลที่ผลิตด้วยความปราณีตตามขั้นตอนและรูปแบบประเพณีดั้งเดิมของช่างฝีมือสวิส จนได้นาฬิกาที่มีคุณภาพสูงสุดออกวางจำหน่าย  ภายใต้คอนเซ็ปต์ที่ว่า “ตั้งแต่ปี 1735 เป็นต้นมา Blancpain ไม่เคยและไม่มีวันที่จะมีนาฬิกา Quartz”

หลังจากนั้น Blancpain ได้นำเสนอคอลเลคชั่นพิเศษที่รวบรวมสุดยอดกลไกและฟังก์ชั่น ด้วยกรรมวิธีการผลิตแบบดั้งเดิมทุกขั้นตอนในโรงงานที่เมือง Le Brassus ในนาม The Six Masterpieces ที่ประกอบไปด้วยนาฬิกา 6 รุ่น ได้แก่

Ultra Slim 

นาฬิกาที่สร้างโดยแรงบันดาลใจของช่างนาฬิกาที่อยากสร้างเรือนเวลาที่สามารถบอกเวลาได้อย่างเที่ยงตรงผ่านตัวเรือนที่บางเฉียบไม่ต่างกับนาฬิกาควอทซ์ที่กำลังได้รับความนิยมในยุคนั้น แต่ขับเคลื่อนด้วยระบบกลไกแบบดั้งเดิม 

Moon Phases

Moon Phase หรือดวงจันทร์บนหน้าปัดที่บอกข้างขึ้นข้างแรมและระบบ Complete Calendar หนึ่งในฟังก์ชั่นที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในยุคก่อนที่จะเกิด Quartz Crisis โดย Blancpain นำฟังก์ชั่นนี้กลับมาผลิตขึ้นใหม่ผ่านกลไกจักรกลในช่วงต้นยุค 1980s อีกครั้ง 

Split-Seconds Chronograph

นาฬิกาจับเวลาที่เหมาะกับการบิน, การแล่นเรือใบและการแข่งรถยนต์ ที่มีความจำเป็นจะต้องใช้ฟังก์ชั่นจับเวลาในช่วงสั้นๆ 2 ช่วงเวลา ถือว่าเป็นกลไกที่มหัศจรรย์มากในยุคนั้น 

Perpetual Calendar

ช่างนาฬิกาของ Blancpain ทำงานอย่างหนักจนสามารถผลิตนาฬิกาฟังก์ชั่นปฏิทินถาวร หรือ Perpetual Calendar ที่สามารถบอกวันที่-วัน-เดือน-ปีอธิกสุรทินได้อย่างแม่นยำตลอด 100 ปี ในตัวเรือนที่บางเฉียบ

Tourbillon

ชิ้นส่วนกว่า 50 ชิ้น ถูกนำมาประกอบเป็นกลไก Tourbillon ที่หมุนรอบตัวเองทุกๆ 60 วินาที เพื่อต้านทานแรงโน้มถ่วงโลก โดยควบคุมการทำงานของ Balance Wheel และ Escapement ให้เกิดความคลาดเคลื่อนน้อยที่สุด นับเป็นนาฬิกาจักรกลที่เดินได้อย่างเที่ยงตรงในทุกตำแหน่ง

Minute Repeater 

การบอกเวลาด้วยเสียงเป็นฟังก์ชั่นที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นเพื่อบอกเวลาในที่มืด สามารถบอกเวลาได้ทั้งชั่วโมงและนาที ด้วยกลไกที่ทำให้เกิดเสียงเคาะระฆัง ถือเป็นกลไกที่มีความซับซ้อนขั้นสูงที่ช่างของ Blancpain สามารถประดิษฐ์ได้ในตัวเรือนขนาดเล็กและบางเฉียบ

Nicolas George Hayek ผู้ก่อตั้ง Swatch Group

จนกระทั่งปี 1992 กลุ่ม SMH (Swiss Corporation for Microelectronics and Watchmaking Industries) ปัจจุบันคือ Swatch Group เข้าซื้อกิจการของ Frédéric Piguet และ Blancapin โดยเปิดตัวคอลเลคชั่น Villeret ด้วยการนำรูปแบบของนาฬิกาเดรสที่มีเอกลักษณ์อันโดดเด่นด้วยขอบหน้าปัดเล่นระดับ ตัวเรือนบาง และมีความหลากหลายตั้งแต่ฟังก์ชั่นที่เรียบง่ายไปจนถึงกลไกสุดยอดซับซ้อน 

โดยการนำชื่อหมู่บ้าน Villeret มาใช้เพื่อระลึกถึงจุดกำเนิดของ Blancpain ตั้งแต่ปี 1735 จนถึงปัจจุบัน จนกลายเป็นแบรนด์นาฬิกาเก่าแก่ที่สุดในโลก 

ไฮไลท์นาฬิการุ่นใหม่จากคอลเลคชั่น “Villeret” ปี 2018-2019 

Blancpain Villeret Ultraplate

นาฬิกาเดรสเรียบหรูตัวแทนคอลเลคชั่น Villeret ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากรุ่น Ultra Slim หนี่งใน The Six-Masterpieces ตัวเรือนเรดโกลด์ 18 กะรัต ขนาด 40 มิลลิเมตร บางเฉียบเพียง 7.39 มิลลิเมตร ขอบหน้าปัดแบบเล่นระดับสองชั้น หน้าปัดเกลี้ยงเกลาพร้อมฟังก์ชั่นบอกเวลา 2 เข็มทรงใบเสจและมาร์กเกอร์เลขโรมันผลิตจากทองคำเรดโกลด์สะท้อนความคลาสสิค 

ภายในตัวเรือนบางเฉียบขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลาน cal.11A4B ที่พัฒนาจากกลไก Cal.1150 ของ Frederic Piguet อันเลื่องชื่อ ใช้ชิ้นส่วนมากถึง 131 ชิ้น บรรจุกระปุกลานคู่สำรองพลังงานได้ยาวนานมากถึง 95 ชั่วโมง ในความความหนาเพียง 2.80 มิลลิเมตร ได้อย่างมหัศจรรย์ ซึ่งกลไกบางพิเศษแบบนี้นับเป็นกลไกคอมพลิเคชั่นประเภทหนึ่ง เพราะต้องใช้ความละเอียดอ่อนในการผลิตชิ้นส่วน ขัดแต่ง และประกอบเป็นกลไกที่สามารถทำงานได้อย่างเที่ยงตรง 

Blancpain Villeret Tourbillon Heure Sautante Minutes Retrograde

Blancpain นำฟังก์ชั่น Flying Tourbillon มาใส่ในนาฬิกาข้อมือเป็นครั้งแรกของโลกในปี 1989 โดยใช้เทคนิคการนำแผ่นดิสก์แบบใสที่ผลิตจากแซฟไฟร์มาใส่แทน Lower Bridge ทำให้มองเห็นการทำงานของ Tourbillon cage, Balance Wheel, Escapement เหมือนลอยอยู่กลางอากาศ และเมื่อถูกนำมารวมกับฟังก์ชั่น Jump Hour ที่ใช้จานตัวเลขบอกชั่วโมงและฟังก์ชั่น Retrograde Minutes บอกนาทีด้วยเข็มกวาด ทำให้กลายเป็นนาฬิกากลไกที่มีความซับซ้อนขั้นสุดยอดเรือนนึงของโลก 

นอกจากเทคนิคการผลิตกลไกอันซับซ้อนแล้ว ความสวยงามของนาฬิกาก็อยู่ในระดับสูงสุดเช่นกัน ด้วยตัวเรือนเรดโกลด์ 18 กะรัต ขนาด 42 มิลลิเมตร มีการทำตัวเรือนแบบเล่นระดับ 2 ชั้น ในส่วนของหน้าปัดเคลือบลงยาด้วยศิลปะ Grand Feu โดยใช้เทคนิค Champlevé ด้วยการเจาะช่องบนแผ่นหน้าปัดทองคำและลงยาด้วยมือตามแบบช่างฝีมือสวิสดั้งเดิม 

กลไกไขลาน Cal.260R สำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 144 ชั่วโมง หรือ 6 วัน ผ่านการประกอบและขัดแต่งอย่างวิจิตรบรรจงทุกขั้นตอน ตั้งแต่การตกแต่ง Bridge รวมถึงกระปุกเฟืองและ Power reserved scale ด้วยลวดลาย Guilloche ที่แกะสลักด้วยมือ โดยขั้นตอนทั้งหมดของนาฬิกาเรือนนี้ ถูกผลิตในสตูดิโอ Métiers d’Art ณ เมือง Le Brassus โดยช่างฝืมือระดับของ Blancpain ด้วยวิธีการดั้งเดิม