Chopard แบรนด์นาฬิกาลักซ์ชัวรี่เก่าแก่ ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1860  โดย Louis-Ulysse Chopard ช่างนาฬิกาหนุ่มวัย 24 ปี ชาวสวิส ซึ่งในปัจจุบัน Chopard ผลิตนาฬิกาที่มีเอกลักษณ์ของตัวเอง โดยจะเป็นนาฬิกาแนวเดรสหรือคลาสสิค และพวกนาฬิกาประดับอัญมณี จนกระทั่งนาฬิกา ‘Sport Luxury’ ได้ถือกำเนิดขึ้นในปี 1972 โดยเริ่มจาก Audemars Piguet Royal Oak และตามมาด้วย Patek Philippe  Nautilus ในปี 1976 และมีอีกอีกหลายแบรนด์ในยุคนั้นได้ผลิตนาฬิกาสปอร์ตลักซ์ชัวรี่ออกจำหน่าย

จนถึงยุค 1980s Chopard มีนาฬิกาแนวนี้ในอดีตคือรุ่น “St.Moritz” โดยมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวโดยใช้สกรูยึดขอบหน้าปัดและฝาหลังเข้ากับตัวเรือน ใช้สายโลหะที่ออกแบบให้เข้ากับตัวเรือนในลักษณะคล้ายกำไลข้อมือ 

ปี 2019 Chopard เปิดตัวนาฬิกาคอลเลคชั่นใหม่แนวสปอร์ตลักซ์ชัวรี่อีกครั้งในชื่อ “Alpine Eagle” ซึ่งได้แรงบันดาลใจการออกแบบมาจาก “St.Moritz” โดยใช้วัสดุตัวเรือน Lucent Steel A223 ที่มีความแข็งมากกว่าสตีลแบบเดิม 50% ตัวเรือนออกแบบเป็น 3 ชิ้น โดยขอบหน้าปัดและฝาหลังประกบกับตัวเรือนด้วยสกรู 8 ตัว ขัดแต่งตัวเรือนอย่างปราณีตสวยงาม กันน้ำลึก 100 เมตร

หน้าปัด sunray ที่มีออกแบบผิวหน้าปัดเหมือนม่านตาของนกอินทรี มาร์กเกอร์แบบขีดสลับเลขโรมันเคลือบสารเรืองแสงซุปเปอร์ลูมิโนว่า เกรด X1 ให้ความรู้สึกสปอร์ตและลักซ์ชัวรี่อย่างชัดเจน โคนเข็มวินาทีออกแบบตามรูปทรงของขนนกอินทรี เม็ดมะยมสลักเป็นรูปเข็มทิศที่สื่อถึงการเผชิญโลกกว้างของนกอินทรี สายโลหะขัดด้านมีข้อกลางเป็นแบบแท่งขัดเงาที่ใช้รูปแบบจาก “St.Moritz” 

กลไกอัตโนมัติผลิตในโรงงานของ Chopard แบบอินเฮาส์ Cal.01.01-C ความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง สำรองพลังงาน 60 ชั่วโมง สำหรับรุ่นตัวเรือนขนาด 41 มิลลิเมตร และ Cal.09.01-C ความถี่ 25,200 ครั้งต่อชั่วโมง สำรองพลังงาน 42 ชั่วโมง สำหรับรุ่นตัวเรือนขนาด 36 มิลลิเมตร โดยกลไกทั้ง 2 รุ่น ผ่านการทดสอบความเที่ยงตรงในระดับ Chonometer จากสถาบัน COSC 

Chopard Alpine Eagle Collection มีให้เลือก 2 ขนาด คือ 

ขนาด 41 มิลลิเมตร Ref.298600-3001 ราคา 12,450 CHF 
ขนาด 36 มิลลิเมตร Ref.298601-3001 ราคา 9,760 CHF 

นอกจากนี้ยังมีรุ่น Lucent Steel + 18K Rose Gold และ 18K Rose Gold + Diamonds ให้เลือก

รายละเอียดเพิ่มเติม chopard.com

Initial Thoughts 

Chopard นำดีไซน์จากรุ่นในอดีต กลับมาเป็นสปอร์ตลักซ์ชัวรี่คอลเลคชั่นใหม่อีกครั้งได้อย่างลงตัว มีการเลือกใช้วัสดุสตีลที่มีคุณสมบัติดีขึ้นมากในการใช้งานจริง ตัวเรือนและหน้าปัดขัดแต่งได้อย่างปราณีต โดยเฉพาะสายเหล็กที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง คาดว่าน่าจะเป็นหนึ่งคอลเลคชั่นหลักของ Chopard ในอนาคตแน่นอน